เสียงหัวเราะในบ้านเรือนไทย
ผู้เล่า: เสือตัวสุดท้าย *หมายเหตุ เรื่องนี้เป็นประสบการณ์จริงของผู้เล่า
ตอนนั้นฉันอาศัยอยู่ใน บ้านเรือนไทยไม้เก่าแก่หลังหนึ่ง เป็นบ้านโบราณที่มีอายุมานานมาก ใต้ถุนบ้านเป็นน้ำ และบริเวณนั้นมักมีเต่ากับตะพาบตัวใหญ่ ๆ อาศัยอยู่
คืนนั้นมีเพื่อนมาหาที่ห้องตามปกติ
ฉันเป็นคนที่ห้อยพระติดตัวอยู่เสมอ และในคืนนั้นเอง ขณะที่กำลังอยู่ในห้อง ฉันได้ยินเสียงเหมือนมีอะไรบางอย่างกำลังเคลื่อนไหวอยู่บริเวณใต้ถุนบ้าน หรืออาจจะอยู่ในน้ำด้านล่าง
ตอนแรกฉันไม่ได้คิดอะไร คิดว่าน่าจะเป็นเสียงเต่าหรือตะพาบที่อยู่ใต้บ้าน
พื้นบ้านเป็นไม้ และระหว่างแผ่นไม้จะมีช่องเล็ก ๆ พอให้มองลงไปด้านล่างได้ ฉันจึงก้มลงไปส่องดู พร้อมกับเรียกเพื่อนให้มาช่วยดูด้วย
แต่ไม่เห็นอะไรเลย
ทั้งฉันและเพื่อนพยายามมองอยู่พักหนึ่ง ก็ยังไม่เห็นตัวอะไร
จนกระทั่งฉันกำลังจะเงยหน้าขึ้น...
สร้อยพระที่ห้อยอยู่กับคอกลับหลุดตกลงไปในช่องพื้นไม้
ตอนนั้นฉันคิดในใจว่า
“เอาแล้วไง... คงเอาคืนไม่ได้แล้วล่ะ”
สุดท้ายก็เลยปล่อยเลยตามเลย คิดว่าเดี๋ยวค่อยว่ากัน
จากนั้นฉันก็ไปอาบน้ำตามปกติ
ห้องน้ำอยู่ทางฝั่งซ้ายของตัวบ้าน ข้าง ๆ ห้องน้ำจะมีห้องใหญ่ห้องหนึ่ง ซึ่งมีคนพักอยู่ ส่วนฝั่งตรงข้ามกันจะมีห้องเล็กอีกห้องหนึ่ง
ห้องนั้นไม่มีคนอยู่
แต่เดิมห้องเล็กห้องนั้นเคยเป็น ห้องพระ ก่อนจะถูกเปลี่ยนมาเป็นห้องนอนของน้องคนหนึ่ง เพียงแต่ตอนนั้นยังไม่มีใครเข้าไปนอน ประตูห้องจึงเปิดทิ้งไว้อยู่
ระหว่างที่ฉันกำลังจะเข้าห้องน้ำ สายตาก็เหลือบเข้าไปในห้องนั้นโดยไม่ได้ตั้งใจ
และสิ่งที่เห็น...
ทำให้ฉันหยุดนิ่งไปชั่วขณะ
ภายในห้องมี หิ้งพระเก่า ๆ ติดอยู่บนผนังสูง แต่บนหิ้งกลับไม่มีพระอยู่เลย
และใต้หิ้งนั้น...
มีผู้หญิงคนหนึ่งกำลังนั่งอยู่
เธอนั่งก้มหน้า นิ่งมาก
ตอนแรกฉันคิดว่าอาจจะเป็นคนในบ้าน แต่ภาพที่เห็นมันชัดเกินกว่าจะคิดว่าเป็นเพียงเงา
มันเหมือนคนจริง ๆ
ฉันจ้องอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะคิดว่าตัวเองอาจตาฝาด จึงขยี้ตาแล้วมองกลับไปอีกครั้ง
แต่คราวนี้... ไม่มีใครอยู่ตรงนั้นแล้ว
ฉันพยายามปลอบตัวเองว่า คงเป็นเพราะแสงในห้องหรือความมืดที่ทำให้มองผิดไป จึงไม่ได้คิดอะไรต่อ
จนกระทั่งคืนนั้น... ตอนที่กำลังนอนหลับอยู่ ฉันรู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างผิดปกติ
หน้าอกเริ่มแน่น พยายามขยับตัว แต่กลับขยับไม่ได้
ตอนนั้นฉันยังไม่ได้คิดว่าเป็นเรื่องลี้ลับ คิดเพียงว่าตัวเองอาจเหนื่อยมากจนเกิดอาการ ภาวะอัมพาตขณะนอนหลับ (Sleep Paralysis) ซึ่งบางครั้งร่างกายจะเหมือนตื่นแล้ว แต่กลับขยับไม่ได้ชั่วคราว
ฉันจึงพยายามทำใจให้สงบ คิดว่าสักพักก็คงหาย
แต่แล้ว... ฉันก็ได้ยินเสียงหัวเราะ
เป็นเสียงหัวเราะของผู้หญิง
เสียงแหลม ๆ ดังอยู่ใกล้มาก
ตอนแรกเป็นเพียงเสียงหัวเราะเบา ๆ แต่ยิ่งฟัง...
เสียงนั้นกลับยิ่งดังขึ้นเรื่อย ๆ
ความแน่นหน้าอกก็เพิ่มมากขึ้น เหมือนมีบางอย่างกำลังกดทับอยู่บนร่างกาย
ตอนนั้นฉันกลัวจน ไม่กล้าลืมตา
ฉันพยายามนึกถึงบทสวด แล้วเริ่มสวด
“อรหังสัมมา...”
แต่ทันทีที่เริ่มสวด
เสียงหัวเราะกลับดังขึ้นกว่าเดิม
เหมือนกับว่าคนที่กำลังหัวเราะนั้นรู้ว่าฉันกำลังทำอะไรอยู่
แล้วจู่ ๆ เสียงนั้นก็พูดขึ้นมาท่ามกลางเสียงหัวเราะว่า
“มึงใช้บทสวดบูชาพระสวดไล่กูเนี่ยนะ...”
จากนั้นก็หัวเราะออกมาอีกครั้ง
ตอนนั้นฉันยิ่งกลัว แต่ก็พยายามสวดบทแผ่เมตตาต่อ
ทว่าด้วยความกลัวและความกดดันที่เกิดขึ้น ฉันกลับจำบทสวดไม่ได้ทั้งหมด สวดได้เพียงบางส่วนก็หยุดไป
แล้วจู่ ๆ ...
ก็มีเสียงผู้หญิงแก่ ๆ ดังขึ้นมา
เป็นเสียงแหบ ๆ เหมือนคนสูงอายุ ตะโกนขึ้นมาว่า
“อย่าไปสนใจมัน! มันทำอะไรไม่ได้หรอก!”
ฉันสะดุ้งกับเสียงนั้น
แต่เสียงหัวเราะของผู้หญิงอีกคนก็ยังคงดังอยู่
คราวนี้ฉันจึงพยายามสวดเพียงคำสั้น ๆ ซ้ำไปซ้ำมา
“นะโมตัสสะ...
นะโมตัสสะ...
นะโมตัสสะ...”
ฉันสวดซ้ำอยู่อย่างนั้นหลายครั้ง
เสียงผู้หญิงแก่ ๆ ก็พูดขึ้นมาอีก
“กูบอกว่าอย่าไปสนใจมันไง!”
เหมือนกำลังพยายามแข่งกับเสียงหัวเราะที่ดังอยู่ข้าง ๆ
ตอนนั้นฉันจึงคิดว่า...
ถ้ายิ่งกลัว เสียงพวกนี้ก็คงยิ่งไม่หาย
ฉันเลยพยายามไม่สนใจมัน
พยายามคิดเรื่องอื่น
อะไรก็ได้...
ขอแค่ไม่คิดถึงเสียงหัวเราะนั้น
และตอนนั้นเอง ฉันดันนึกถึงเรื่องอื่นๆ ที่ตัวเองกำลังคลั่งไคล้อยู่ขึ้นมา
ฉันพยายามคิดเรื่องนั้นต่อไปเรื่อย ๆ
ไม่สนใจเสียงหัวเราะ
ไม่สนใจเสียงที่ได้ยิน
ไม่สนใจความกลัว
แล้วเรื่องที่น่าประหลาดที่สุดก็เกิดขึ้น...
ความแน่นหน้าอกค่อย ๆ หายไป
เสียงหัวเราะที่เคยดังอยู่ใกล้ ๆ...
ก็เงียบลง
และในที่สุด...
ฉันก็สามารถขยับตัวได้อีกครั้ง
คืนนั้นฉันไม่รู้จริง ๆ ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นคืออะไร